093-826-6649

พื้นกระเบื้องยางและพื้นลามิเนต แตกต่างกันอย่างไร?

ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะเข้าไปดูบ้านหรือห้องคอนโดในโครงการไหนๆ ส่วนมากแล้ววัสดุที่ทางโครงการเลือกใช้สำหรับปูพื้นมักเป็นลายไม้ เนื่องจากวัสดุลายไม้นั้น มักให้ความสวยงามและความรู้สึกที่ดูอบอุ่นสำหรับผู้พักอาศัย อีกทั้งยังมีความเป็นธรรมชาติ สามารถเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แล้วระหว่างกระเบื้องยางลายไม้กับพื้นไม้ลามิเนตแตกต่างกันอย่างไร ใช้อะไรปูพื้นถึงจะดีกว่า? แบบไหนถึงจะเหมาะกับบ้านและอาคารของคุณ?

วันนี้ เราจะพาคุณไปหาคำตอบนั้นด้วยกัน

กระเบื้องยาง VS ลามิเนต เลือกแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับห้องของคุณ

พื้นกระเบื้องยางลายไม้ คือ วัสดุปูพื้นที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีราคาพอๆ กับพื้นไม้ลามิเนต แต่ทนทานกว่ามาก โดยเฉพาะความทนทานต่อความชื้นและปลวก เพราะความจริงแล้ว กระเบื้องยางลายไม้ไม่ได้ถูกผลิตจากไม้ แต่ผลิตจากยางพารา หรือโพลิเมอร์ PVC  โดยการวาง fiber layer ให้เป็นชั้นๆ เพื่อความแข็งแรง และทำให้กระเบื้องยางไม่หดตัว เป็นการผลิตด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยมาตรฐานยุโรป ทำให้กระเบื้องยางสามารถนำไปทำเป็นลวดลาย รวมถึงสีสันได้มากมาย และมีความคล้ายคลึงกับไม้ สามารถนำมาปูพื้นเพื่อให้อารมณ์ความสวยงามและอบอุ่นของไม้ได้อย่างแนบเนียน

ส่วนพื้นไม้ลามิเนต คือ ผลิตมาจากผงไม้ หรือ ฝุ่นไม้ ที่ได้มาจากไม้เนื้อแข็ง โดยผ่านกระบวนการบีบอัด หรือบดอย่างละเอียดโดยผสมสารเคมีชนิดต่างๆ เช่น เมลามีน และสารป้องกันความชื้น เพื่อทำปฏิกิริยาให้ตัววัสดุมีประสิทธิภาพและความคงทนเพิ่มมากขึ้น จนได้ออกมาเป็นแผ่นไม้ที่มีความแข็งแรง เหมาะที่จะนำไปใช้เป็นเลเยอร์ชั้นแกนกลาง และชั้นล่างสุดของพื้นไม้ลามิเน

ความแตกต่างของวัสดุปูพื้นทั้งสองประเภท

1. คุณสมบัติของวัสดุ

กระเบื้องยาง : จะมีพื้นผิวให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ใช้ภายในและภายนอกอาคาร ให้การยึดเกาะที่ดี ช่วยลดการลื่น ให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน มีความทนทานต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ที่นำไปใช้งาน เนื่องจากเนื้อวัสดุมีความคงทน เหนียว และคงรูปได้ดี สามารถทนต่อความชื้นได้ หมดปัญหาเรื่องปลวกที่คอยกวนใจ แถมยังทำความสะอาดง่าย ใช้เวลาติดตั้งไม่นาน ไม่เกิดฝุ่น กระเบื้องยางบางประเภทสามารถติดตั้งได้เอง ไม่ต้องรอช่างมาทำให้

ข้อเสียของกระเบื้องยาง คือ เกิดรอยขีดข่วนง่าย ไม่ทนต่อกรด ด่าง และอาจเกิดการยืดหดของพื้นยาง หากกระเบื้องยางลายไม้ที่คุณใช้นั้น ไม่ได้ตามมาตรฐานสากล

พื้นลามิเนต : จะมีผิวสัมผัสที่สวยงาม ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับไม้จริงๆ สามารถเลือกสีสันและลายไม้ได้ตามความต้องการ มีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการรับน้ำหนักและแรงกระแทกขีดข่วน สามารถติดตั้ง หรือ เปลี่ยนแผ่นแบบเฉพาะจุดโดยไม่ต้องรื้อใหม่ทั้งหมดเมื่อมีเเผ่นใดแผ่นนึงเกิดความเสียหาย อีกทั้ง ยังสามารถปูทับพื้นกระเบื้อง เซรามิคได้ทันที ไม่เสียเวลารื้อ

ข้อเสียของพื้นลามิเนต คือ ไม่ทนน้ำและความชื้น เสี่ยงต่อการโดนปลวกกิน เป็นรอยจากของแหลมคมได้ง่าย ไม่ทนต่อสารเคมี เช่น น้ำสบู่ น้ำยาซักล้างต่างๆ เป็นต้น

2. การนำไปใช้งาน

 

กระเบื้องยาง : สามารถนำไปใช้งานได้กับทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน เนื่องจากวัสดุของกระเบื้องยาง สามารถทนต่อความชื้นและแสงแดดได้ดีนั่นเอง

พื้นลามิเนต : เหมาะกับการนำไปใช้งานภายในอาคารเท่านั้น อีกทั้ง ควรหลีกเลี่ยงอาคารที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะจะเกิดรอยได้ง่ายจากส้นรองเท้าปลายแหลม และการลากถูสิ่งของ

3. การติดตั้ง

กระเบื้องยาง : สามารถติดตั้งได้ทันที หลังจากทำความสะอาดหน้างาน และปรับระดับของพื้นผิวให้มีความเรียบเสมอกัน สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วภายในเวลา 1 วัน สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเองด้วยการติดกาวลงกับพื้นสัมผัสด้านล่าง 

พื้นลามิเนต : สามารถติดตั้งได้ทันที หลังจากทำความสะอาดหน้างาน และปรับระดับของพื้นผิวให้มีความเรียบเสมอกัน สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและแน่นหนา ด้วยระบบ คลิ๊กล็อค

4. การดูแลรักษา

กระเบื้องยาง : สามารถทำความสะอาดได้ด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด หรือขจัดคราบฝังลึกด้วยน้ำยาขัดเงาชนิดครีมเหลว ส่วนการกำจัดฝุ่น สามารถใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นได้เลย

พื้นลามิเนต : สามารถทำความสะอาดคราบสกปรกได้ด้วยน้ำอุ่น หรือสามารถใช้น้ำส้มสายชูในการกำจัดคราบที่แห้งกรัง เกาะติดกับพื้นแน่น ส่วนการกำจัดฝุ่น สามารถใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นได้เลย

5. ราคา และอายุการใช้งาน

กระเบื้องยาง : ในส่วนราคาตามท้องตลาดของกระเบื้องยาง เกรดธรรมดาเริ่มต้นที่  280 บาท/ตารางเมตร ขึ้นไป ส่วนเกรดพรีเมี่ยมเริ่มต้นที่ 1,000 บาท/ตารางเมตร ขึ้นไป 

โดยเกรดธรรมดา มีอายุการใช้งานราวๆ 10-12 ปี

ส่วนเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานราวๆ 10-15 ปี

พื้นลามิเนต : ในส่วนราคาตามท้องตลาดของพื้นลามิเนต เกรดธรรมดาเริ่มต้นที่  400 บาท/กล่องขึ้นไป ส่วนเกรดพรีเมี่ยมเริ่มต้นที่  1,500 บาท/กล่อง ขึ้นไป 

โดยเกรดธรรมดา มีอายุการใช้งานราวๆ 10-15 ปี

ส่วนเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานราวๆ 15-20 ปี

จะเห็นได้ว่า วัสดุปูพื้นทั้งสองประเภทมีความเหมือนและแตกต่างกันมากมาย มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง การเลือกใช้วัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับห้องของคุณนั้น จึงควรนำเรื่องของการใช้งาน สภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆ เข้ามาพิจารณาประกอบการเลือกปูพื้น เพื่อให้พื้นห้องของคุณดูสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงลดปัญหากวนใจต่างๆ อย่างเห็นผล ด้วยคุณสมบัติของวัสดุปูพื้นทั้งสองประเภท

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.wazzadu.com/article/3158

Scroll to Top