093-826-6649

Author name: [email protected]

Uncategorized

พื้นกระเบื้องยางและพื้นลามิเนต แตกต่างกันอย่างไร?

พื้นกระเบื้องยางและพื้นลามิเนต แตกต่างกันอย่างไร? ทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะเข้าไปดูบ้านหรือห้องคอนโดในโครงการไหนๆ ส่วนมากแล้ววัสดุที่ทางโครงการเลือกใช้สำหรับปูพื้นมักเป็นลายไม้ เนื่องจากวัสดุลายไม้นั้น มักให้ความสวยงามและความรู้สึกที่ดูอบอุ่นสำหรับผู้พักอาศัย อีกทั้งยังมีความเป็นธรรมชาติ สามารถเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แล้วระหว่างกระเบื้องยางลายไม้กับพื้นไม้ลามิเนตแตกต่างกันอย่างไร ใช้อะไรปูพื้นถึงจะดีกว่า? แบบไหนถึงจะเหมาะกับบ้านและอาคารของคุณ? วันนี้ เราจะพาคุณไปหาคำตอบนั้นด้วยกัน กระเบื้องยาง VS ลามิเนต เลือกแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับห้องของคุณ พื้นกระเบื้องยางลายไม้ คือ วัสดุปูพื้นที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีราคาพอๆ กับพื้นไม้ลามิเนต แต่ทนทานกว่ามาก โดยเฉพาะความทนทานต่อความชื้นและปลวก เพราะความจริงแล้ว กระเบื้องยางลายไม้ไม่ได้ถูกผลิตจากไม้ แต่ผลิตจากยางพารา หรือโพลิเมอร์ PVC  โดยการวาง fiber layer ให้เป็นชั้นๆ เพื่อความแข็งแรง และทำให้กระเบื้องยางไม่หดตัว เป็นการผลิตด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัยมาตรฐานยุโรป ทำให้กระเบื้องยางสามารถนำไปทำเป็นลวดลาย รวมถึงสีสันได้มากมาย และมีความคล้ายคลึงกับไม้ สามารถนำมาปูพื้นเพื่อให้อารมณ์ความสวยงามและอบอุ่นของไม้ได้อย่างแนบเนียน ส่วนพื้นไม้ลามิเนต คือ ผลิตมาจากผงไม้ หรือ ฝุ่นไม้ ที่ได้มาจากไม้เนื้อแข็ง โดยผ่านกระบวนการบีบอัด หรือบดอย่างละเอียดโดยผสมสารเคมีชนิดต่างๆ เช่น เมลามีน และสารป้องกันความชื้น เพื่อทำปฏิกิริยาให้ตัววัสดุมีประสิทธิภาพและความคงทนเพิ่มมากขึ้น จนได้ออกมาเป็นแผ่นไม้ที่มีความแข็งแรง เหมาะที่จะนำไปใช้เป็นเลเยอร์ชั้นแกนกลาง และชั้นล่างสุดของพื้นไม้ลามิเน ความแตกต่างของวัสดุปูพื้นทั้งสองประเภท 1. คุณสมบัติของวัสดุ กระเบื้องยาง : จะมีพื้นผิวให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ใช้ภายในและภายนอกอาคาร ให้การยึดเกาะที่ดี ช่วยลดการลื่น ให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน มีความทนทานต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในสถานที่ที่นำไปใช้งาน เนื่องจากเนื้อวัสดุมีความคงทน เหนียว และคงรูปได้ดี สามารถทนต่อความชื้นได้ หมดปัญหาเรื่องปลวกที่คอยกวนใจ แถมยังทำความสะอาดง่าย ใช้เวลาติดตั้งไม่นาน ไม่เกิดฝุ่น กระเบื้องยางบางประเภทสามารถติดตั้งได้เอง ไม่ต้องรอช่างมาทำให้ ข้อเสียของกระเบื้องยาง คือ เกิดรอยขีดข่วนง่าย ไม่ทนต่อกรด ด่าง และอาจเกิดการยืดหดของพื้นยาง หากกระเบื้องยางลายไม้ที่คุณใช้นั้น ไม่ได้ตามมาตรฐานสากล พื้นลามิเนต : จะมีผิวสัมผัสที่สวยงาม ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับไม้จริงๆ สามารถเลือกสีสันและลายไม้ได้ตามความต้องการ มีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการรับน้ำหนักและแรงกระแทกขีดข่วน สามารถติดตั้ง หรือ เปลี่ยนแผ่นแบบเฉพาะจุดโดยไม่ต้องรื้อใหม่ทั้งหมดเมื่อมีเเผ่นใดแผ่นนึงเกิดความเสียหาย อีกทั้ง ยังสามารถปูทับพื้นกระเบื้อง เซรามิคได้ทันที ไม่เสียเวลารื้อ ข้อเสียของพื้นลามิเนต คือ ไม่ทนน้ำและความชื้น เสี่ยงต่อการโดนปลวกกิน เป็นรอยจากของแหลมคมได้ง่าย ไม่ทนต่อสารเคมี เช่น น้ำสบู่ น้ำยาซักล้างต่างๆ เป็นต้น 2. การนำไปใช้งาน   กระเบื้องยาง : สามารถนำไปใช้งานได้กับทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน เนื่องจากวัสดุของกระเบื้องยาง สามารถทนต่อความชื้นและแสงแดดได้ดีนั่นเอง พื้นลามิเนต : เหมาะกับการนำไปใช้งานภายในอาคารเท่านั้น อีกทั้ง ควรหลีกเลี่ยงอาคารที่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะจะเกิดรอยได้ง่ายจากส้นรองเท้าปลายแหลม และการลากถูสิ่งของ 3. การติดตั้ง กระเบื้องยาง : สามารถติดตั้งได้ทันที หลังจากทำความสะอาดหน้างาน และปรับระดับของพื้นผิวให้มีความเรียบเสมอกัน สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วภายในเวลา 1 วัน สามารถติดตั้งได้ด้วยตัวเองด้วยการติดกาวลงกับพื้นสัมผัสด้านล่าง  พื้นลามิเนต : สามารถติดตั้งได้ทันที หลังจากทำความสะอาดหน้างาน และปรับระดับของพื้นผิวให้มีความเรียบเสมอกัน สามารถติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและแน่นหนา ด้วยระบบ คลิ๊กล็อค 4. การดูแลรักษา กระเบื้องยาง : สามารถทำความสะอาดได้ด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด หรือขจัดคราบฝังลึกด้วยน้ำยาขัดเงาชนิดครีมเหลว ส่วนการกำจัดฝุ่น สามารถใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นได้เลย พื้นลามิเนต : สามารถทำความสะอาดคราบสกปรกได้ด้วยน้ำอุ่น หรือสามารถใช้น้ำส้มสายชูในการกำจัดคราบที่แห้งกรัง เกาะติดกับพื้นแน่น ส่วนการกำจัดฝุ่น สามารถใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นได้เลย 5. ราคา และอายุการใช้งาน กระเบื้องยาง : ในส่วนราคาตามท้องตลาดของกระเบื้องยาง เกรดธรรมดาเริ่มต้นที่  280 บาท/ตารางเมตร ขึ้นไป ส่วนเกรดพรีเมี่ยมเริ่มต้นที่ 1,000 บาท/ตารางเมตร ขึ้นไป  โดยเกรดธรรมดา มีอายุการใช้งานราวๆ 10-12 ปี ส่วนเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานราวๆ 10-15 ปี พื้นลามิเนต : ในส่วนราคาตามท้องตลาดของพื้นลามิเนต เกรดธรรมดาเริ่มต้นที่  400 บาท/กล่องขึ้นไป ส่วนเกรดพรีเมี่ยมเริ่มต้นที่  1,500 บาท/กล่อง ขึ้นไป  โดยเกรดธรรมดา มีอายุการใช้งานราวๆ 10-15 ปี ส่วนเกรดพรีเมี่ยม มีอายุการใช้งานราวๆ 15-20 ปี จะเห็นได้ว่า วัสดุปูพื้นทั้งสองประเภทมีความเหมือนและแตกต่างกันมากมาย มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง การเลือกใช้วัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับห้องของคุณนั้น จึงควรนำเรื่องของการใช้งาน สภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆ เข้ามาพิจารณาประกอบการเลือกปูพื้น เพื่อให้พื้นห้องของคุณดูสวยงาม เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงลดปัญหากวนใจต่างๆ อย่างเห็นผล ด้วยคุณสมบัติของวัสดุปูพื้นทั้งสองประเภท ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.wazzadu.com/article/3158

Uncategorized

วิธีเลือก หญ้าเทียม ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

วิธีเลือก หญ้าเทียม ให้เหมาะสมกับการใช้งาน หญ้าเทียม ถือเป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับคนที่อยากเสริมบรรยากาศความเป็นธรรมชาติรอบๆ ตัวบ้าน แต่มีข้อจำกัดสารพัด ที่ทำให้ไม่สามารถปลูกหญ้าจริงๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปลูกหญ้า ไม่มีเวลาคอยดูแลตกแต่ง หรือสภาพอากาศไม่เป็นใจให้เพาะปลูก และอีกสารพัดเหตุผล จนหญ้าเทียมสำหรับปูพื้น กลายมาเป็นตัวช่วยจบปัญหาทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แถมยังคงความสวยเหมือนหญ้าจริงๆ โดยไม่ต้องดูแลอะไรมากมาย ตอบโจทย์การตกแต่งบ้านและสวนของหลายๆ คนได้อย่างตรงจุด จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเจ้าของบ้าน หรือเจ้าขออาคารและสถานที่ต่างๆ ถึงเลือกใช้หญ้าเทียมในการประดับตกแต่งสถานที่ เพราะความสวยงาม ร่มรื่น เขียวชอุ่มเหมือนหญ้าจริงๆ แต่ไม่ต้องเสียเวลาในการตัดแต่งดูแล เป็นข้อดีที่ทำให้หญ้าเทียมได้รับความนิยมในปัจจุบันนั่นเอง โดยหญ้าเทียม (Artificial Turf) นั้น ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ เลียนแบบสีสันและรูปทรงให้ดูเหมือนหญ้าจริงๆ ในธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประดับตกแต่งสวนหรือสถานที่ต่างๆ ได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน เพิ่มความร่มรื่น น่าอยู่ ให้กับบริเวณที่นำหญ้าเทียมไปตกแต่งอย่างกลมกลืน หญ้าเทียม และแนวทางการเลือกให้เหมาะสมกับสวนของคุณ หลังจากทำความรู้จักหญ้าเทียมกันไปคร่าวๆ แล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย คือวิธีการเลือกหญ้าเทียมให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพราะถึงแม้ว่าหญ้าเทียมจะมีดีที่ความสวยงาม สะดวกสบาย ไม่ต้องคอยรดน้ำดูแลเหมือนหญ้าจริงๆ แต่ก็มีรายละเอียดหลายอย่างที่ต้องพิจารณาดีก่อนการเลือกใช้ เพื่อให้ได้หญ้าเทียมที่มีคุณภาพที่สุด โดยนอกจากการพิจารณาความยาวของหญ้า ความหนาแน่นของเส้นใยหญ้าเทียม และความนุ่มแล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง มาดูกันเลยดีกว่า ว่าปัจจัยที่ว่านั้น มีอะไรบ้าง วิธีการเลือกหญ้าเทียมให้เหมาะกับสวนของคุณ 1. สถานที่ที่ต้องการจะติดตั้งหญ้าเทียม สถานที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เพราะสถานที่จะเป็นตัวบอกเราว่าเราต้องการหญ้าแบบไหน มีความนุ่มประมาณไหน ถ้าต้องการหญ้าเทียมไปใช้ภายในบ้านก็จำเป็นต้องต้องมีความนุ่ม เส้นของหญ้าต้องยาว สีของหญ้าต้องเขียว ดูมีความสวยและเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าต้องการที่ติดตั้งหญ้าเทียมภายนอก ก็ต้องเป็นหญ้าที่ทดแดดทนฝน โดนแดดแล้วสีจะไม่จาง เป็นต้น 2. ง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาด การทำความสะอาดโดยการใช้เครื่องดูดฝุ่น ถือเป็นรูปแบบการทำความสะอาดที่ง่ายและได้รับความนิยมในกลุ่มคนใช้หญ้าเทียม โดยเฉพาะหญ้าเทียมที่ปูไว้ในบ้านหรือตัวอาคาร ด้วยคุณสมบัติของหญ้าเทียมที่ถูกถักทอมาอย่างเหนียวแน่น ไม่หลุดง่าย การดูดฝุ่นบนหญ้าเทียมจึงสามารถทำได้เป็นประจำ ประหยัดเวลา แถมไม่เปลืองแรงในการทำความสะอาดอีกด้วย 3. ติดตั้งง่าย หญ้าเทียมที่ดี ควรถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการติดตั้ง ไม่ใช่ช่างผู้เชี่ยวชาญก็สามารถติดตั้งได้ เพราะความสะดวกสบายในการใช้งานก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของหญ้าเทียม จึงควรซื้อหญ้าเทียมที่มีขั้นตอนการติดตั้งไม่ยุ่งยาก ทนทานต่อการใช้งาน สามารถจับย้าย สับเปลี่ยนตำแหน่งได้ตามความต้องการโดยไม่ต้องกลัวเสียหาย หรือไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ให้เปลืองเงินเล่น 4. ความสูงและความหนาแน่นของหญ้า ความสูงของหญ้าเทียมนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความสูงของหญ้าจะช่วยในเรื่องของความนุ่มนวลเป็นหลัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของต้นหญ้าเทียม หากหญ้าเทียมสูงและมีความหนาแน่นมาก ต้นหญ้าก็จะช่วยซับแรงกระแทกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากต้นหญ้ามีความสูงเกินไปและไม่มีความหนาแน่น ก็อาจจะทำให้ต้นหญ้าล้มลงง่าย ดูไม่สวยสมจริง ฉะนั้นควรเลือกหญ้าเทียมให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณ 5. สีของหญ้าเทียม จากความนิยมที่มีต่อหญ้าเทียมในปัจจุบัน ทำให้หญ้าเทียมถูกออกแบบมาให้เลือกมากมายหลากหลายสีสัน ตามรสนิยมและความต้องการในท้องตลาด หากคุณต้องการสวนแบบธรรมชาติ ก็สามารถเลือกใช้หญ้าที่มีสีเหมือนของจริงได้ โดยควรเลือกหญ้าเทียมที่มีการใช้สีน้ำตาลมาแซมๆ หน่อย แต่ถ้าหากคุณชอบความสวยสมบรูณ์แบบ ก็สามารถเลือกใช้หญ้าเทียมที่มีสีเดียวกันทั้งผืนได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้งาน 6. วัสดุที่ใช้ในการผลิตต้องมีคุณภาพ หญ้าเทียมที่มีคุณภาพต้องไม่ฉีกขาดง่าย มีประสิทธิภาพสูงในการนำมาประดับตกแต่ง ไม่ส่งกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับ สีของหญ้าเทียมนั้นก็ต้องดูสดตลอดเวลา ไม่ซีดจางแม้ต้องเผชิญแดดหรือฝนเป็นเวลานาน โดยสามารถพิจารณาจากวัสดุของเส้นใยสังเคราะห์ได้ดังนี้ วัสดุโพลีเอทิลีน (PE) ผลิตด้วยแรงดันสูง มีความเหนียวและยืดหยุ่นได้ดี ไม่กรอบแตกง่าย วัสดุประเภทนี้จึงนิยมนำมาผลิตเป็นหญ้าเทียมเกรดที่ต้องการความคงทน เช่น หญ้าเทียมสำหรับสนามกีฬา หญ้าเทียมสำหรับตกแต่งสวนซึ่งใช้งานภายนอกที่ต้องโดนทั้งแดดและฝน เป็นต้น วัสดุโพลีโพรไพลีน (PP) โดยวัสดุประเภทนี้จะมีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่า ทนความร้อนได้ไม่มาก แต่ทนสารเคมีได้ดี มีราคาถูก จึงนิยมนำมาทำเป็นหญ้าที่ใช้งานชั่วคราวหรือใช้ตกแต่งภายในสถานที่ที่ไม่โดนแดดฝน เป็นต้น ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.cctgroup.co.th/5-things-before-buying-artificial-turf/ https://homeguru.homepro.co.th/artificial-turf-the-greener-option/#sec-03

Uncategorized

ข้อแตกต่างระหว่างกระเบื้องยางลายไม้คลิ๊กล็อค กับกระเบื้องยางลายไม้ปูกาว

ข้อแตกต่างระหว่างกระเบื้องยางลายไม้คลิ๊กล็อค กับกระเบื้องยางลายไม้ปูกาว กระเบื้องยางลายไม้ คืออะไร? ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับกระเบื้องยางกันก่อน กระเบื้องยาง คือ วัสดุปูพื้นประเภทหนึ่ง ที่สามารถปูได้สะดวกรวดเร็วกว่าวัสดุชนิดอื่นๆ ที่มีความแข็งแรงใกล้เคียงกัน มีทั้งแบบที่ผลิตจากยางธรรมชาติและแบบที่ผลิตจากโพลิเมอร์ จัดเป็นวัสดุปูพื้นที่มีความยืดหยุ่นกำลังดี ด้วยคุณสมบัติพิเศษของผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติและโพลิเมอร์ คือ เพิ่มแรงหนืด ป้องกันปัญหาการลื่นเมื่อพื้นเปียกน้ำ อีกทั้ง กระเบื้องยางไม่มีอาการบวมน้ำเหมือนพื้นไม้ลามิเนต หมดปัญหาเรื่องปลวกแทะที่คอยกวนใจ แถมยังติดตั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว และเล่นลวดลายสลับสีสันได้หลากหลาย ตามความต้องการของผู้ใช้งาน พื้นกระเบื้องยางลายไม้ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติของพื้นกระเบื้องยางที่ทนต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วน ไม่ต้องกลัวพื้นบวมหรือปลวกแทะ และยังมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ด้วยลายไม้แบบธรรมชาติและลายไม้โมเดิร์น เหมาะแก่การนำไปตกแต่งบ้านและอาคารแทบทุกสไตล์ โดยกระเบื้องยางนั้นมีให้เลือก 2 แบบด้วยกัน คือ พื้นกระเบื้องยางลายไม้ คลิ๊กล็อค พื้นกระเบื้องยางลายไม้ ปูกาว กระเบื้องยางลายไม้ คลิ๊กล็อค และปูกาว แตกต่างกันอย่างไร? พื้นกระเบื้องยางลายไม้ คลิ๊กล็อค กระเบื้องยางลายไม้แบบคลิ๊กล็อค เป็นพื้นกระเบื้องยางลายไม้ที่ทนต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วน สามารถกันน้ำและกันปลวกได้ 100% เชื่อมต่อด้วยระบบคลิ๊กล็อคระหว่างแผ่น สามารถปูทับพื้นใหม่ที่เป็นพื้นซีเมนต์ขัดหยาบได้โดยไม่ต้องขัดมัน หรือจะนำไปปูทับบนพื้นกระเบื้องเดิมโดยไม่ต้องทำการรื้อทิ้งก็ได้เช่นกัน เหมาะสำหรับงานรีโนเวทบนพื้นผิวเดิม ไม่ต้องเสียเวลาโละทำใหม่ สามารถปูได้กับทั้งพื้นบ้านพักอาศัย และพื้นอาคารที่ต้องการความสวยงามและความสะดวกรวดเร็วในการติดตั้ง พื้นกระเบื้องยางแบบคลิ๊กล็อค มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ คือ พื้นกระเบื้องยางลายไม้คลิ๊กล็อค LVT (Luxury Vinyl Tile) เป็นพื้นกระเบื้องยางที่ผลิตด้วยไวนิล (Pure Plastic 100%) ตัวแผ่นมีความยืดหยุ่นและแข็งแรง เสมือนยางคุณภาพสูง รองรับแรงกระแทกและรอยขีดข่วนได้ดี พื้นกระเบื้องยางลายไม้คลิ๊กล็อค SPC (Stone Vinyl Composite) เป็นพื้นกระเบื้องยางที่ผลิตขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ ใส่ส่วนผสมของหินและPVCเข้าไปในตัวแผ่น ทำให้พื้นไม้มีความแข็งแรงและมีราคาถูก เมื่อเทียบกระเบื้องยางลายไม้ LVT (Luxury Vinyl Tile) ที่มีส่วนผสมของ ไวนิล 100% พื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาว พื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาว ในส่วนของพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาว สามารถปูทับบนพื้นซีเมนต์ขัดมันและพื้นกระเบื้องเท่านั้น ทำได้โดยการนำแผ่นพื้นกระเบื้องยางลายไม้ปูกาว มาเชื่อมติดกับพื้นชั้นล่างด้วยกาวขาว และที่สำคัญ พื้นชั้นล่างต้องมีความแข็งแรงของผิวหน้าเพียงพอ ไม่หลุดร่อนหรือมีลักษณะเป็นฝุ่น เพราะจะทำให้แผ่นพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาวไม่ยึดติดกับพื้นชั้นล่าง อาจทำให้พื้นเสียหายหรือไม่คงทนต่อการใช้งาน พื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาว มีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบผิวเรียบและตัวแผ่นสีพื้น สีของแผ่นจะไม่มีลายไม้และผิวหน้าไม่มีผิวสัมผัส นิยมนำไปปูพื้นตามโรงพยาบาลและโรงเรียน มีทั้งแบบแผ่นและแบบม้วน แบบผิวมีสัมผัสและตัวแผ่นสีลายไม้ สีของแผ่นจะมีลายไม้ให้เลือกหลากหลายตามโรงงานผู้ผลิตกำหนด มีความสวยงามทั้งแบบลายไม้ธรรมชาติ และลายไม้สไตล์โมเดิร์น นิยมนำไปปูพื้นตามสำนักงาน อาคาร และโรงแรม ข้อแตกต่างระหว่างกระเบื้องยางทั้ง 2 แบบ การขยายตัวและหดตัว กระเบื้องยางลายไม้แบบคลิ๊กล็อคจะมีการยืดขยายและหดตัวน้อยกว่าพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาว เพราะพื้นกระเบื้องยางแบบคลิ๊กล็อคนั้นจะมีความหนามากกว่า อีกทั้งการประสานตัวระหว่างแผ่นด้วยระบบคลิ๊กล็อค ช่วยลดการยืดหดขยายตัวของพื้นกระเบื้องยางแบบคลิ๊กล็อคได้ดีกว่าพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาว การติดตั้ง แน่นอนว่าการติดตั้งพื้นกระเบื้องยางทั้ง 2 แบบมีความแตกต่างกัน จะเห็นได้ว่าพื้นกระเบื้องยางแบบคลิ๊กล็อคมีความสะดวกสบายในการติดตั้งมากกว่าระบบปูกาว สามารถติดตั้งได้ด้วยการปูบนพื้นซีเมนต์ขัดหยาบและพื้นกระเบื้อง ราคา พื้นกระเบื้องยางลายไม้ระบบปูกาวมีราคาถูกกว่าพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบคลิ๊กล็อค เนื่องจากความหนาที่แตกต่างกัน โดยพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบคลิ๊กล็อคจะมีความหนาที่ 4-5 มิลลิเมตร ส่วนพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาวมีความหนาที่ 2-3 มิลลิเมตร ความคงทนและการป้องกันรอยขีดข่วน พื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบปูกาวป้องกันแรงกระแทก และรอยขีดข่วนได้ดีเท่ากับพื้นกระเบื้องยางลายไม้แบบคลิ๊กล็อค สามารถป้องกันน้ำและปลวกได้เป็นอย่างดีทั้งสองระบบ หมดห่วงปัญหาพื้นบวมและปลวกแทะที่คอยกวนใจ จะเห็นได้ว่าพื้นกระเบื้องยางลายไม้ทั้ง 2 แบบนั้น มีคุณสมบัติ การติดตั้ง และปัจจัยด้านราคาที่แตกต่างกัน แต่ข้อดีคือ ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องยางแบบไหน ก็ล้วนมีความคงทน ป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี แถมยังสามารถป้องกันน้ำและปลวกแทะได้ดีอีกด้วย โดยสามารถเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้บ้านและอาคารของคุณสวยงามอย่างคงทน ด้วยพื้นกระเบื้องยางลายไม้ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : www.floordweb.com

Uncategorized

ข้อดีของ พรม ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ข้อดีของ พรม ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน นอกจากความสวยงามแล้ว พรม ยังมีข้อดีอะไรอีกบ้าง? ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าพรมกลายเป็นของตกแต่งบ้านยอดนิยมไปแล้ว เพราะนอกจากจะนำมาปูเพื่อความสวยงาม เพิ่มสีสันให้กับบ้านและอาคารโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายแล้ว ‘พรม’ ยังเป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดถึงความหรูหรา และรสนิยมของผู้ที่นำมาตกแต่งได้เป็นอย่างดี การนำพรมมาปูประดับพื้นห้องเลยเปรียบเสมือนการยกระดับความมีรสนิยมของสถานที่นั้นๆ พร้อมเปลี่ยนบรรยากาศให้มีสีสัน น่าอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สำนักงาน ร้านค้า โรงแรม หรือกระทั่งบ้านของคุณเองก็ตามมาดูกันดีกว่าว่า พรมสำหรับปูพื้น มีข้อดีอะไรบ้าง พรม และประโยชน์หลากหลายที่ใครหลายคนอาจไม่เคยรู้ ป้องกันรอยขีดข่วน ปัญหาพื้นเป็นรอย ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่กวนใจใครหลายคนมาเนิ่นนาน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายๆ โดยการปูพรมลงบนพื้นบริเวณที่ไม่อยากให้เกิดรอย เพื่อให้พรมเป็นเสมือนเกราะป้องกันพื้นบริเวณนั้น เพราะความหนานุ่มของพรมปูพื้นสามารถช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี หากเกิดร่องรอยก็สามารถซักทำความสะอาด หรือซ่อมแซมได้ง่ายกว่ารอยบนพื้นหลายเท่าตัว ความสวยงาม ถือเป็นจุดเด่นและข้อดีหลักๆ ของพรมสำหรับปูพื้น เนื่องจากทุกวันนี้มีพรมให้เลือกมากมายหลายแบบ หลากสีสัน และสารพัดลวดลาย สามารถเลือกซื้อเลือกหาได้ตามรสนิยมและสไตล์การตกแต่งห้อง เพื่อเพิ่มสีสันความน่าอยู่ให้กับบริเวณบ้านและอาคารของคุณ ความแตกต่างของพรมแต่ละประเภท พรมทอ เป็นพรมที่ถูกทอด้วยเครื่องจักร ผลิตจากเส้นใยอะคริลิกและโพลีโพรไพลีน มักใช้ทอพรมที่มีสีเรียบหรือริ้วสลับสี มีทั้งแบบที่สั่งทอเป็นผืน เป็นม้วนสำเร็จรูป และสั่งทอตามรูปห้องไร้รอยต่อ โดยปกติแล้วจะใช้เวลาสั่งทอราวๆ 7-15 วัน พรมแผ่น เป็นพรมที่มีลักษณะเป็นแผ่นปูต่อกันเหมือนกระเบื้อง ผลิตจากเส้นใยโพลีโพรไพลีนหรือไนลอน ทั้งยังช่วยดูดซับเสียงรบกวนต่างๆ ได้ดี ผิวสัมผัสนุ่ม ทำความสะอาดง่าย ทนทานสูง พรมอัด เป็นพรมที่ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์หลากหลายชนิด นำมาอัดรวมกันเป็นแผ่นบางๆ น้ำหนักเบา ความหนาประมาณ 2-4 มม. ผลิตเป็นม้วนตามหน้ากว้าง 1.5-2.0 เมตร ราคาถูก มีหลายสีให้เลือก ทนทาน ติดตั้งและรื้อถอนง่าย ทำความสะอาดง่าย เหมาะกับงานที่ใช้ชั่วคราว ป้องกันรอยขีดข่วน ปัญหาพื้นเป็นรอย ถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่กวนใจใครหลายคนมาเนิ่นนาน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ง่ายๆ โดยการปูพรมลงบนพื้นบริเวณที่ไม่อยากให้เกิดรอย เพื่อให้พรมเป็นเสมือนเกราะป้องกันพื้นบริเวณนั้น เพราะความหนานุ่มของพรมปูพื้นสามารถช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี หากเกิดร่องรอยก็สามารถซักทำความสะอาด หรือซ่อมแซมได้ง่ายกว่ารอยบนพื้นหลายเท่าตัว ตำแหน่งที่ควรปูพรมเพื่อป้องกันรอย ได้แก่ บริเวณเฟอร์นิเจอร์ที่มีขา หรือสามารถเคลื่อนที่ได้ เพราะการที่เฟอร์นิเจอร์มีขาเคลื่อนที่ไปมาอาจสร้างรอยไว้บนพื้นห้องของคุณโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะใช้เป็นพรมตกแต่งห้องนอนบริเวณปลายเตียง ก็จะได้ทั้งความสวยงามและกันรอยจากขาเตียงได้ในเวลาเดียวกัน ช่วยดักจับฝุ่นละออง แม้ว่าพรมจะมีคุณสมบัติที่สามารถกักเก็บฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกได้ง่าย แต่หากคุณหมั่นดูแลรักษาความสะอาดพรมอยู่เสมอ พรมปูพื้นก็จะช่วยลดการกระจายของสิ่งสกปรกที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง ไรฝุ่น เม็ดทราย หรือขนสัตว์ ด้วยเนื้อพรมจะสามารถดักละอองเล็กๆ เหล่านั้นได้อย่างหมดจด พรมปูพื้นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการตกแต่งหน้าประตูทางเข้าบ้าน หรือใช้ปูพื้นห้องนอนเพื่อดักจับฝุ่นใต้เท้าก่อนขึ้นเตียงก็ได้เช่นกัน ให้ความอบอุ่น พรมปูพื้น มีประโยชน์ในการรักษาอุณหภูมิพื้นผิวในบ้านให้เหมาะสม เพราะพรมมีคุณสมบัติเป็นฉนวนและกักเก็บความร้อนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับพรมที่ผลิตมาให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับขนสัตว์ อย่างพรมอะคริลิค (Acrylic) และพรมไนลอน (Nylon) คุณจะรู้สึกถึงความอุ่นสบายที่บริเวณเท้าทันที เมื่อเทียบกับการเดินบนพื้นเย็นๆ ที่ไม่มีพรม ช่วยลดอุบัติเหตุ อีกหนึ่งข้อดีที่ขาดไม่ได้นั่นคือ พรมปูพื้น สามารถลดโอกาสที่อาจจะเกิดอุบัติเหตุในบ้านได้ โดยเฉพาะพรมที่มีพื้นผิวกันลื่นในตัว และหากเป็นพรมที่มีขนหนานุ่มหรือพรมยางที่มีคุณสมบัติกันกระแทก ก็จะยิ่งช่วยลดแรงกระแทกเมื่อหกล้มได้ดีกว่าการล้มลงบนพื้นเปล่าๆ เป็นอย่างมาก สำหรับบ้านหรือสถานที่ใดๆ ที่มีเด็กหรือคนชราพักอาศัย จึงควรมีพรมแต่งห้องเอาไว้ช่วยลดการลื่นล้ม โดยเฉพาะหน้าห้องน้ำและบันได ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ มีของสวยๆ งามๆ แข่งกันวางจำหน่ายมากมายแทบทุกไตรมาส จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนจะชอบการเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านไปเรื่อยๆ ชอบการจัดบ้านใหม่ให้น่ามอง รวมถึงมีความแปลกใหม่อยู่เสมอ การใช้ “พรม” ปูพื้นเพื่อประดับตกแต่งห้อง มีข้อดีคือ สามารถเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนแปลงตำแหน่งได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับวัสดุปูพื้นชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ “พรม” ยังมีลวดลายและสีสันที่หลากหลายให้ได้เลือก จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการ และรสนิยมของคุณได้ในทุกโอกาส ลดเสียงรบกวน พรมนับเป็นวัสดุสำหรับปูพื้นที่มีจุดเด่นตรงความหนา และความนุ่ม ซึ่งคุณสมบัติเหล่านั้นจะช่วยลดเสียงสะท้อน เสียงฝีเท้า รวมถึงเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการนำไปปูบริเวณที่ต้องการความเงียบ เพื่อเพิ่มสมาธิและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น สำนักงาน ห้องสมุด ห้องนอน เป็นต้น จะเห็นได้ว่า นอกจากความสวยงามและมีสีสันดึงดูดตาของพรมแล้ว การใช้พรมประดับตกแต่งห้อง หรือใช้เป็นวัสดุในการปูพื้นยังมีข้อดีอีกมากมายที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณดียิ่งขึ้น และแน่นอนว่า ด้วยความที่พรมได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน การจะนำพรมมาประดับตกแต่งบ้านหรืออาคาร จึงควรเลือกจากผู้จัดจำหน่ายที่เชื่อถือได้ มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อความสวยงามและประสิทธิภาพในการทำงานของพื้นพรม ไม่ให้หลุดลอกหรือเสียหายก่อนเวลาอันควร มาเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้านและอาคารของคุณให้สวยงาม น่าอยู่ ด้วยพื้นพรมคุณภาพดี ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณอย่างครบครัน ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : www.ddproperty.com

Uncategorized

น่ารู้ ! วิธีเลือกผ้าม่านให้เหมาะกับห้อง

น่ารู้ ! วิธีเลือกผ้าม่านให้เหมาะกับห้อง เลือกผ้าม่านอย่างไร ให้เหมาะกับห้อง ปัญหาที่หลายคนต้องเคยประสบเมื่อคิดอยากตกแต่งบ้าน อาคาร หรือกระทั่งแต่งห้องใหม่ เพราะนอกจากการเลือกวัสดุปูพื้นให้กลมกลืนกับสีของผนัง หรือการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้ดูเข้ากับสไตล์การตกแต่งแล้ว ผ้าม่านก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บรรยากาศภายในห้องของคุณดูสวยงาม กลมกลืนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะมองจากภายในหรือภายนอกก็ตาม จากความต้องการในท้องตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ นอกจากโทนสีและลวดลายของผ้าม่านที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังมีประเภทของผ้าม่านอีกมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ รสนิยม รวมถึงความเหมาะสมในการเอาไปตกแต่งห้องสไตล์ต่างๆ แต่จะมีผ้าม่านแบบไหนบ้าง ไปดูกันเลย ประเภทของ ผ้าม่าน มีอะไรบ้าง? ม่านจีบ เป็นม่านที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะสามารถนำมาตกแต่งให้เข้าได้กับบ้านได้ทุกสไตล์ ลักษณะของม่าน คือ มีการจับจีบด้านบน เว้นระยะเท่าๆ กัน ต่างจากม่านคอกระเช้าและม่านตาไก่ที่จะต้องคอยจัดผ้าให้ช่องเท่าๆ กัน โดยม่านจีบสามารถติดผ้าได้ 2 ชั้นคือม่านโปร่งและม่านทึบ ม่านลอน อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่อชอบการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น เป็นม่านที่ให้ความรู้สึกเรียบหรู ดูทันสมัย เพราะมีลักษณะการจับจีบผ้าในแบบที่ล้ำสมัย ตัวผ้าม่านโดยรวมมีลักษณะคล้ายกับม่านจีบ แต่บริเวณหัวผ้าม่านจะไม่มีการจับจีบ ม่านตาไก่ ลักษณะของม่านประเภทนี้ มีลักษณะเป็นลอน เรียบง่าย จะโชว์รางม่านชัดเจน โดยสามารถเลือกแบบรางม่านและหัวรางให้เข้ากับสไตล์ของห้องได้ มีรูปแบบทันสมัยไม่ตกยุค ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการแต่งบ้านสไตล์ Contemporary & Classic Style ม่านพับ มีลักษณะพับเป็นชั้นซ้อนทับกัน ให้ความรู้สึกเรียบหรูดูทันสมัยเวลาดึงม่านขึ้น ข้อดีของม่านประเภทนี้คือความสะอาดง่าย สามารถถอดซักได้ และประหยัดพื้นที่ ทำให้ห้องดูโปร่งโล่ง เข้ากับการตกแต่งห้องสไตล์โมเดิร์น ม่านม้วน  เป็นผ้าม่านที่มีรูปแบบทันสมัย ลักษณะเป็นแกนม้วนสปริงอยู่ด้านบน ป้องกันความร้อนและแสงแดดได้ดี ทำความสะอาดง่ายไม่เก็บฝุ่น โดยมีทั้งชนิดกันแสง (Blackout) สามารถกันแสงได้ถึง 100% และชนิดกรองแสง (Sunscreen) ที่ปล่อยให้แสงส่องผ่านได้บ้างเหมาะกับการตกแต่งที่ต้องการทั้งแสงสว่างและความเป็นส่วนตัวในเวลาเดียวกัน มู่ลี่ เป็นม่านแบบที่ไม่ใช่ผ้าและมีความแตกต่างจากผ้าม่านทั่วไป นั่นคือ มีทั้งแบบที่เป็นไม้และอลูมิเนียม ข้อดีคือ สามารถปรับปิดแสงในแนวนอน แข็งแรง ไม่เก็บฝุ่น ทำความสะอาดง่าย ปรับทิศทางแสงไปตามทิศที่ต้องการได้ ดูทันสมัย เหมาะกับห้องหลายรูปแบบ เลือกผ้าม่านอย่างไร ถึงจะเหมาะสมกับห้องของคุณ 1. พิจารณาเลือกผ้าม่านจากลักษณะ และขนาดของประตูหรือหน้าต่าง สำหรับการเลือกขนาดของผ้าม่าน ควรดูองค์ประกอบของหน้าต่างหรือประตูบ้านที่ต้องการติดผ้าม่านแต่ละบานอย่างละเอียด เพราะหน้าต่างหรือประตูมีหลายรูปแบบ หลายลักษณะ การเลือกขนาดของผ้าม่านให้เหมาะสมกับขนาดของหน้าต่างและประตู จะช่วยในเรื่องของความสวยงาม และประสิทธิภาพในการกันแสงสว่างได้เป็นอย่างดี 2. พิจารณาเลือกผ้าม่านจากทิศทางของแสงแดด จุดประสงค์หลักของการติดตั้งผ้าม่านคือการป้องกันแสงแดดหรือแสงสว่างจากภายนอก การเลือกผ้าม่านจึงควรพิจารณาทิศทางของห้องร่วมด้วย หากเป็นทิศใต้หรือทิศตะวันตก ความร้อนจากแสงแดดจะส่องถึงห้องในช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรง ควรเลือกใช้ผ้าม่านที่มีเนื้อผ้าช่วยกรองแสง ซึ่งแตกต่างจากทิศตะวันออก โดยการป้องกันแสงแดดในช่วงเช้า อาจเน้นในเรื่องสีของผ้าม่านมากกว่าการกรองแสง เพื่อความสบายตา 3. พิจารณาเลือกผ้าม่านจากเนื้อผ้า ลักษณะของเนื้อผ้าม่าน นอกจากมีความสำคัญต่อการกรองแสงแดดที่ส่องมาถึง ยังมีผลต่อการดูแลรักษาและง่ายต่อการทำความสะอาด รวมไปถึงคุณภาพของเนื้อผ้าแต่ละลักษณะยังสามารถดูดซับแสงแดดหรือป้องกันแสงแดดได้ดีแตกต่างกัน โดยเฉพาะห้องที่ติดแอร์ ควรพิจารณาเลือกเนื้อผ้าให้เหมาะสม 4. พิจารณาเลือกผ้าม่านจากโทนสี โทนสีของผ้าม่าน นับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในการออกแบบตกแต่งภายใน เพราะแต่ละโทนสี สามารถสร้างบรรยากาศหรือให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น ผ้าม่านโทนสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น หรือผ้าม่านโทนสีฟ้า ที่ให้ความรู้สึกสบายตา ช่วยให้รู้สึกเย็นสบายในทุกสภาพอากาศ เป็นต้น 5. พิจารณาจากลวดลายของผ้า การเลือกลายผ้าม่าน สามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัย การเลือกผ้าม่านลายดอกเช่น ลายดอกไม้ ลายใบไม้ นอกจากให้ความสวยงามสดใสแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศให้ได้ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นอีกด้วย ในขณะที่การเลือกผ้าม่านเป็นลวดลายกราฟิก ก็จะช่วยให้ห้องของคุณดูสวยงาม ทันสมัย สร้างความรู้สึกกระตือรือร้นและบรรยากาศที่สดใสให้กับห้องนั้นๆ การเลือกผ้าม่านให้เหมาะกับห้อง นอกจากจะทำให้ห้องของคุณดูสวยงาม ลงตัว ไม่ขัดตาแล้ว ยังช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพการป้องกันแสงสว่างจากภายนอกได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการพิจารณาเลือกซื้อผ้าม่านให้เหมาะสมกับห้องจึงถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ควรคำนึงถึง เพื่อให้ห้องของคุณดูสวยงาม สบายตา แถมยังเย็นสบาย ปลอดภัยจากแสงแดดและความร้อนจากภายนอก เพิ่มความเป็นส่วนตัวภายในห้องของคุณ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://xn--12c2cca9b2ca8b1iod.com/howto-choose-curtain-for-room/ https://utexdecor.com/get-to-know-the-8-types-of-curtains/

Scroll to Top